ส่องแผนปฏิบัติการทวงคืนอากาศบริสุทธิ์ ไทย จีน อินเดีย และเกาหลีใต้

แม้ช่วงนี้ฝุ่น PM 2.5 จะไม่ได้รุนแรงเหมือนกับเดือนที่ผ่านมา แต่หากดูจากข้อมูลของ IQ Air Visual จะพบว่าฝุ่น PM 2.5 ไม่เคยหายไปไหน และยังอยู่คู่กับคนไทยแทบทุกวัน

ไม่ว่าจะตามหัวเมืองใหญ่หรือต่างจังหวัดก็ตาม

แต่ก่อนอื่น มาดูกันว่า ฝุ่น PM2.5 คืออะไร ? แลaะอันตรายต่อร่างกายอย่างไร ?

ฝุ่น PM2.5 คือ ฝุ่นขนาดเล็กเพียง 2.5 ไมครอน หากเทียบขนาดของมันแล้วนั้น จะพบว่าเล็กกว่าเส้นผ่านศูนย์กลางของเส้นผมมนุษย์ถึง 1 ใน 25 ส่วน ด้วยความเล็กจิ๋วเช่นนี้ ฝุ่น PM2.5 จึงสามารถเข้าสู่เส้นเลือดฝอยและอวัยวะต่าง ๆ ของมนุษย์ได้ อีกทั้งยังเป็นพาหะนำสารอื่นๆ เช่น แคดเทียม ปรอท โลหะหนัก ที่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรังอย่างมะเร็งหรือโรคที่เกี่ยวข้องกับทางเดินหายใจตามมาได้

จากข้อมูลด้านฝุ่น PM2.5 ขององค์การอนามัยโลก (World Health Organization - WHO) ได้กำหนดค่ามาตรฐานสากลของคุณภาพอากาศที่ดีไว้ที่ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร มากไปกว่านั้นทาง WHO ได้จัดอันดับคุณภาพอากาศของแต่ละประเทศทั่วโลกรายปีโดยใช้สีต่างๆ ในแต่ละระดับของฝุ่นไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร โดยเริ่มจาก คุณภาพอากาศดีมาก คือ 0-10 ใช้สีฟ้า,  คุณภาพอากาศดี 10-12 ใช้สีเขียว, คุณภาพอากาศปานกลาง 13-20 ใช้สีเหลืองอ่อน, อากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ 21-35 ใช้เหลืองเข้ม, อากาศเริ่มเป็นอันตรายต่อสุขภาพ 36-45 ใช้สีส้ม, อากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพ 46-55 ใช้สีแดง และ อากาศเป็นอันตรายต่อสุขภาพมาก ควรเลี่ยง คือ 55 ไมโครกรัมขึ้นไป ใช้สีม่วง

ไม่ใช่แค่ไทยที่ต้องเผชิญกับมลพิษฝุ่น PM2.5 แต่หลาย ๆ ประเทศในทวีปเอเชียก็ยังประสบปัญหาเช่นเดียวกัน

วันนี้ IPPD จะพาทุกท่านมาดูกันว่าประเทศไทย และอีก 3 ประเทศยักษ์ใหญ่ที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 ในปี 2018 ที่ผ่านมา ได้แก่ จีน อินเดีย และเกาหลีใต้ มีวิธีรับมืออย่างไรกันบ้าง?

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนไทยต้องเผชิญกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ซึ่งมีสาเหตุส่วนใหญ่มาจากควันรถยนต์ อุตสาหกรรม ไฟป่า และการเผาในที่โล่งแจ้ง จากรายงานของ Greenpeace พบว่า ในปี 2018 ประเทศไทยมีค่าเฉลี่ยต่อปีของฝุ่น PM2.5 ถึง 26.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร สูงกว่าค่ามาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุค่าฝุ่นระดับที่ไม่อันตรายไว้ที่ 10 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

มากไปกว่านั้น ผลจากการแบบสำรวจ เรื่อง PM2.5 โดย IPPD พบว่าคนไทยรับรู้ถึงปัญหาฝุ่น PM2.5 เป็นอย่างดีว่ามีผลกระทบมาก ทาง IPPD จึงได้นำนโยบายของประเทศเรามานำเสนอให้ทุกคนรู้ถึงมาตรการณ์ของประเทศเราในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไรบ้าง

นอกจากนี้ ฝุ่น PM2.5 ได้เข้าปกคลุมทั่วประเทศไทย ทำให้หลายๆ พื้นที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ โดยพื้นที่ที่มีปัญหาฝุ่นมากที่สุด ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร ตาก และสมุทรปราการ

อย่างไรก็ตาม ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของไทยนั้นไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยได้ร่วมกันจัดการกับปัญหาฝุ่น PM2.5 ในปัจจุบัน เช่น กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ทำหน้าที่รายงานข้อมูลสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 โดยกระทรวงฯ ได้ปรับปรุงแอพพลิเคชัน ‘Air4Thai’ เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตามสถานการณ์มลพิษฝุ่นได้อย่างต่อเนื่อง

หรืออย่างด้านกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเอง ก็ได้ออกนโยบายเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนร่วมมือกันลดฝุ่น PM2.5 ไม่ว่าจะเป็น การสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางด้วยรถสาธารณะแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัวและการใช้จักรยาน หรือหากเดินทางไปยังจุดหมายปลายทางเดียวกัน ก็ให้ใช้รถร่วมกัน รวมทั้งยังส่งเสริมและขอความร่วมมือให้ประชาชนตรวจสอบสภาพรถยนต์ประจำปี เพื่อลดปัญหาควันดำให้ได้อย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กระทรวงสาธารณะสุขได้ออกนโยบายรับมือฝุ่น PM2.5 ในช่วงเดือนธันวาคมนี้โดยประชาสัมพันธ์ให้ทุกพื้นที่คอยเฝ้าระวังและเตรียมรับมือป้องกันฝุ่น PM2.5

มากไปกว่านั้นทางกระทรวงได้จัดหาเจ้าหน้าที่สาธารณสุขไว้คอยดูแลช่วยเหลือกลุ่มเสี่ยงเช่นผู้มีโรคหอบหืด ผู้ป่วยติดเตียง เด็กและผู้สูงอายุ นอกจากนั้นทางกระทรวงได้จัดสถานบริการด้านสุขภาพและคลินิกมลพิษไว้คอยดูแลประชาชนอีกด้วย

มลพิษฝุ่น PM2.5 เป็นปัญหาที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันในแก้ไขปัญหา ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องออกนโยบายที่มีประสิทธิภาพเพื่อลดมลพิษได้ในระยะยาว รวมถึงประชาชนเองก็สามารถช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้ โดยเริ่มจากกิจกรรมใกล้ตัว เช่น ลดการเผาหญ้าหรือขยะ และตรวจสอบสภาพรถยนต์ตามกำหนด เป็นต้น

อ้างอิง: https://bit.ly/35zCAZg

https://bit.ly/2AtFbYr

https://bit.ly/32qvy76

https://bit.ly/2Y5909J

จีน ได้ชื่อว่าเป็นประเทศผู้ผลิตและปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก สืบเนื่องจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว

ในปี 2013 กลายเป็นปีที่จีนประสบกับวิกฤติมลพิษทางอากาศรุนแรงมากที่สุด จนถูกขนานนามว่าเป็น Airpocalyse จากข้อมูลของศูนย์เฝ้าระวังสิ่งแวดล้อมแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (China National Environmental Monitoring Center) ระหว่างปี 2013 – 2017 พบว่าทุกเมืองที่มีประชากรหนาแน่นล้วนประสบมลพิษทางอากาศและฝุ่นควันทั้งสิ้น อีกทั้งรัฐบาลจีนยังตรวจพบสารประกอบซัลเฟอร์ในฝุ่น PM 2.5 ส่งผลให้รัฐบาลจีนไม่อาจนิ่งนอนใจ ปรับเปลี่ยนเกณฑ์มาตรฐานเดิมและออกมาตรการใหม่เพื่อรับมือกับวิกฤติมลพิษทางอากาศ

แผนปฏิบัติการ Action Plan on Air Pollution ที่มีระยะเวลาปฏิบัติการ 5 ปีจึงเกิดขึ้นในปี 2013 โดยรัฐบาลจีนสั่งการให้ทุกเมืองที่มีการใช้ถ่านหินเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าลดการใช้ลงให้ได้ 50% ภายในปี 2018 อีกทั้งประกาศว่าจะเปลี่ยนระบบทำความร้อนจากการใช้ถ่านหินมาเป็นไฟฟ้าหรือก๊าซธรรมชาติแทน อีกทั้งในปี 2017 รัฐบาลจีนยังประกาศยกเลิกการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินสำหรับครัวเรือน โรงพยาบาลและโรงเรียนอีกด้วย

ด้วยนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ภายใน 4 ปีนับจากเริ่มต้นประกาศแผนดังกล่าวออกมา จีนสามารถลดปริมาณสารประกอบซัลเฟอร์ได้มากถึง 70% รวมถึงอนุภาคอื่น ๆ ที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 อีก 36% ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลจากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศของจีนที่เปิดเผยว่า 5 เดือนแรกของปี 2019 ประชาชนชาวจีนกว่า 120 เมืองได้สัมผัสอากาศที่อยู่ในเกณฑ์มาตราฐานอากาศสะอาดเป็นครั้งแรก

อย่างไรก็ตาม สงครามระหว่างจีนกับมลพิษทางอากาศยังคงไม่สิ้นสุดง่าย ๆ เมื่อข้อมูลเดียวกันยังคงชี้ว่า ภาพรวมของเกณฑ์ฝุ่น PM 2.5 ทั่วประเทศยังคงมีค่าเฉลี่ยที่น่ากังวล กล่าวคือ 44 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีส้มของ WHO คือ อากาศเริ่มเป็นอันตรายต่อสุขภาพ

อ้างอิง:

https://bit.ly/2O9Ccce

https://econ.st/2pgmraS

https://bit.ly/2XbObKi

มลพิษฝุ่น PM2.5 ในอินเดีย กลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้รัฐบาลต้องออกมาตรการแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ข้อมูลจากวารสารวิชาการ The Lancet Planetary Health เปิดเผยว่า ในปี 2017 ประชากรกว่า 1.24 ล้านคนทั่วประเทศ ต้องเสียชีวิตจากมลพิษทางอากาศ โดยค่าเฉลี่ยของฝุ่น PM2.5 อยู่ที่ประมาณ 72.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร และสาเหตุที่ทำให้เกิดฝุ่น PM2.5 มาจากกิจกรรมของประชาชน เช่น การจราจร การเผาไร่ และการก่อสร้าง เป็นต้น

เมื่อต้นปี 2019 รัฐบาลอินเดียได้ออก ‘โครงการอากาศสะอาดแห่งชาติ’ (National Clean Air Program (NCAP))  เป็นโรดแมประยะ 5 ปี เพื่อหาแนวทางป้องกันและลดปัญหามลพิษทางอากาศ โดยมีเป้าหมายที่จะลดฝุ่น PM2.5 ลง 20 - 30% ภายในปี 2024 (เปรียบเทียบจากค่าฝุ่นในปี 2017) มาตรการส่วนใหญ่ของรัฐบาลคือมุ่งเน้นไปที่การควบคุมการใช้เชื้อเพลิงประเภทถ่านหิน​สำหรับหุงต้ม รวมถึงการผลิตกระแสไฟฟ้าจากถ่านหิน และหันมาสนับสนุนการใช้แก๊สหุงต้มในครัวเรือนแทน ทั้งยังออกแคมเปญ ‘Star Rating Program’ เพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศของภาคอุตสาหกรรมอีกด้วย

อย่างไรก็ดี จากนโยบายข้างต้นของรัฐบาลอินเดีย ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นในแต่ละเมืองได้ออกนโยบายและแคมเปญเพื่อสร้างความตระหนักและตื่นตัวของประชาชนจากสิ่งใกล้ตัว อย่างการจัดการกับฝุ่นและขยะซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดฝุ่น PM 2.5 ด้วยการทำความสะอาดทางเท้าและถนน รวมทั้งมีความพยายามในการจัดการกับกำจัดขยะโดยไม่ใช้วิธีฝังกลบ (Landfill)

เมืองหลวงอย่าง ‘กรุงนิวเดลี’ เป็นหนึ่งในตัวอย่างของเมืองที่ได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 รายงานคุณภาพอากาศโลก ประจำปี 2018 เผยว่า นิวเดลีมีค่าฝุ่น PM2.5 เฉลี่ย 113.5 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ส่งผลให้รัฐบาลท้องถิ่นของกรุงนิวเดลีต้องออกนโยบายเร่งด่วนเพื่อลดค่าฝุ่น โดยเริ่มต้นจากด้านคมนาคม เช่น การใช้รถพลังงานสะอาด และการกำหนดเวลาในการใช้รถยนต์ เป็นต้น

จากนโยบายที่รัฐบาลอินเดียได้ดำเนินการตั้งแต่ต้นปี 2019 ทำให้ฝุ่น PM2.5 มีอัตราที่ลดลง จากปี 2018 ประมาณ 5% โดยรายงานของศูนย์วิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อมอินเดีย ได้แสดงให้เห็นว่า ฝุ่น PM2.5 ลดลงอย่างต่อเนื่อง และมีจำนวนวันที่ค่าฝุ่นไม่เป็นมลพิษทางอากาศเพิ่มมากยิ่งขึ้น

อ้างอิง:

https://on.nrdc.org/2Qh97hz

https://nyti.ms/2QdnXFX

เกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศแถบทวีปเอเชียตะวันออกที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษฝุ่น PM2.5 อย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลในปี 2014 ของ NASA ได้ใช้ดาวเทียมเพื่อตรวจมาตรฐานคุณภาพอากาศ โดยพบว่าเกาหลีใต้เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องเฝ้าระวังเรื่องมลพิษทางอากาศ

มากไปกว่านั้นรายงานของ Financial Times เกาหลีใต้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีมลพิษทางอากาศมากที่สุดในโลกตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา  อีกทั้งกรุงโซลยังเป็นเมืองที่มีปัญหาฝุ่น PM2.5 เรื้อรังเป็นอันดับ 3 ของเอเชีย รองจากกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และกรุงเดลี ประเทศอินเดีย ตามลำดับ

สำหรับเกาหลีใต้สาเหตุหลักของการเกิดฝุ่น PM2.5 มาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมด้านถ่านหิน นิวเคลียร์ และก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นควันหนาเหมือนหมอกซึ่งอันตรายต่อประชาชน

 เพราะมีปริมาณฝุ่นมีสูงถึง 24-25 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร

แล้วเกาหลีใต้มีวิธีแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 อย่างไร?

นโยบายด้านสิ่งแวดล้อมแรกของรัฐบาลเกาหลีใต้ได้เจาะลึกและมุ่งเน้นไปยังการบริหารจัดการกรุงโซล เพราะเป็นจุดที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด รัฐบาลเกาหลีใต้ได้มีนโยบายและมาตรการสำหรับการควบคุมมลพิษมาโดยตลอด โดยนโยบายนี้เรียกว่า นโยบายการควบคุมคุณภาพอากาศแห่งมหานครโซล ครั้งที่ 1 (1st Seoul Metropolitan Air Quality Control Master Plan) ถูกจัดทำขึ้นครั้งแรกในปี 2005 และมีระยะเวลาในการปฏิการนานถึงปี 2014 โดยนโยบายดังกล่าวมุ่งเน้นการจำกัดการใช้รถยนต์และมีมาตรการที่ระงับการปล่อยก๊าชจากพื้นที่อุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานถ่านหิน ซึ่งหลังจากได้เริ่มต้นนโยบายดังกล่าวครั้งแรกในกรุงโซล ก็เริ่มขยายครอบคลุมไปทั่วประเทศ

อย่างไรก็ตาม นโยบายนี้ยังคงลดปริมาณฝุ่นควันได้เพียงเล็กน้อย เพราะการเกิดควันจากอุตสาหกรรมและรถยนต์ยังมีปริมาณที่มากอยู่ อีกทั้งยังไม่สามารถรับมือกับปริมาณฝุ่น PM 2.5 ในช่วงปัจจุบันได้ รัฐบาลจึงตัดสินใจปรับเปลี่ยนและพัฒนานโยบายนี้ต่อไปในปี 2015 จนถึง 2023 ให้สภาพอากาศคืนสู่ปกติให้ได้มากที่สุด เนื่องจากว่าปัจจุบันเกาหลีใต้ยังคงมีปริมาณฝุ่นเฉลี่ย 24.0 ไมโครกรัม/ลูกบาศก์เมตร ซึ่งอยู่ในระดับสีเหลืองเข้มของ WHO เป็นระดับที่อากาศเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

อ้างอิง:

https://bit.ly/34ZcIVB

https://bit.ly/373Eh1M

https://bit.ly/371Y5mh